วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คนทำงาน และ นักศึกษาจบใหม่กำลังหางานทำ ต้องอ่าน


                ชีวิตการทำงานบนโลกใบนี้ มีทั้งดี และไม่ดี แต่หากการทำงานที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแล้วละก็ คำที่ว่า " ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร " ยังคงใช้ได้ตั้งแต่สมัยอดีต จนแม้กระทั่งปัจจุบันนี้

นี่คือประสบการณ์การทำงานที่จะมาแชร์ หรือ มาเล่าให้ฟัง ??????? 

    คนเราเมื่อเรียนจบมาไม่ว่าจะระดับไหนก็ตามล้วนแล้วแต่ต้องการหางานทำด้วยกันทั้งนั้น( ส่วนมากนะครับ เพราะพวกบ้านรวยคงไม่มาเป็นลูกจ้าง )  แต่ใครจะรู้ว่า ชีวิตการทำงานนั้นมันไม่ได้ สวยงามอย่างที่เราหวังกันสักเท่าใหร่ หรือที่เรียกว่า " การหางานทำก็ไม่ต่างอะไรกันการมีชีวิตคู่ " เพราะว่าคนที่จบมาแล้วต้องการหางานทำ มีอยู่ด้วยกันไม่กี่ประเภท หากให้ผมแยก ตามประสบการณ์ คงแยกได้ สัก 3 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ

  1. ทำงานตามหน้าที่ ๆ ได้รับมอบหมาย(เท่านั้น)
  2. ทำงานไปวัน ๆ หลบได้ หลบ หนีได้หนี
  3. ทำงานตามหน้าที่  ๆ ได้รับมอบหมาย(แต่มีแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะช่วยพัฒนา องค์กร)
*** ประมาณนี้ที่ผมคิดว่าน่าจะครอบคลุมที่สุดแล้ว หากผู้อ่านท่านใด มีเพิ่มแนะนำได้นะครับ ***

ผมเองผู้เขียนบทความ ก็เป็นคนประเภทที่ 3 (อย่างเพิ่งเชื่อครับ มาลองดูสิ่งที่ผมกำลังจะ แชร์ให้ผู้อ่านทุกท่านก่อนดีกว่า)

       แน่นอนครับ บริษัท หรือ นายจ้าง ต่าง ๆ ล้วนแต่ต้องการ คนทำงาน ประเภทที่ 3 ด้วยกันทั้งนั้น แต่แปลกจังพอเมื่อเราเข้าไปทำงานแล้ว ทำไมเราเจอ คนทั้ง 3 ประเภท ในที่ทำงานเดียวกับเรา(ทุกที่เหมือนกันหมด ล่ะครับ) ผมเองนั้นเริ่มทำงาน ตั้งแต่ อายุ 9 ขวบ เนื่องจากพ่อแม่ยากจน ผมตอนนั้นก็ใช้ชีวิตเหมือนกับคนอื่น ๆ คือ เช้าไปเรียน แต่ตอนเย็นนี่สิครับ คนอื่นเขาทำการบ้าน ดูการ์ตูน ส่วนผมหลังเลิกเรียน ก็ต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าไปร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ ไปหาญาติเพื่อช่วยเขาทำงาน เพื่อที่จะได้เงินไปกินข้าวกลางวันที่โรงเรียน (วันละ 5 บาท) ซึ่งตอนนั้น ก๋วยเตี๋ยวที่มีแค่ เส้นกับลูกชิ้น 2 ลูก ราคาชามล่ะ 3 บาท แต่คำว่า " ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร " ผมได้มาใช้เมื่อตอนอายุประมาณ 18 ปี ตอนนั้นทำงานอยู่โรงงานแห่งหนึ่งที่ในจังหวัดบ้านเกิด คือ จังหวัดเพชรบุรี


แค่คิดทำเพื่อองค์กร กลับ ถูกมองว่าทำตัวเด่นกว่าใคร

        เมื่อตอนที่ผมทำงานอยู่โรงงานนั้น ด้วยความที่ผมเป็นคนไม่อยู่นิ่ง ชอบคิดอะไรใหม่ ๆ เสมอ บวกกับตอนที่เข้าไปทำงาน ทางโรงงานได้แจ้งให้ทราบว่า พนักงานทุกคนสามารถ เขียนใบแสดงความคิด เห็น หรือ ข้อเสนอแนะได้ไม่จำกัด โดยเงื่อนไข ให้เกี่ยวกับ การทำงาน แนวทางการแก้ปัญหา หรือ ด้านความปลอดภัย ซึ่งหาก ข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็นใดที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ จะได้ ข้อเสนอแนะละ 20 บาท หาก ข้อเสนอแนะนั้นสามารถนำมาทำให้เกิดผลได้จริง จะได้เพิ่มอีก 80 บาท (และทุกปีที่มีการจัดงานปีใหม่ ทางโรงงานจะมีการประกาศรายชื่อผู้ที่เขียนข้อเสนอแนะและได้รับการพิจารณามากที่สุดให้ขึ้นไปรับเงินรางวัล อีก 3,000 บาท) แน่นอนครับ ทุกปี จะมีเจ้าประจำขึ้นไปรับอยู่เพียงแค่คนเดียว ซึ่งเป็นผู้หญิงทำงานมานานมากและ แต่บังเอิญผมเข้าไปทำงานที่โรงงานนั้นในช่วงเดือน กันยายน ซึ่งเหลืออีกเพียง 3 เดือนก็จะสิ้นปี ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้าไปทำงาน ผมเขียน ข้อเสนอแนะทุกอาทิตย์ อย่างน้อยอาทิตย์ล่ะ 2 - 3 เรื่อง และส่วนใหญ่ก็จะได้รับเงิน 20 บาท ซะเป็นส่วนใหญ่ จนเจ้าประจำที่เขียนข้อเสนอแนะ พยายามอยากรู้ว่า คนที่พยายามตีเสมอเขานั้นเป็นใคร ซึ่งจริง ๆ แล้วผมไม่ได้คิดตีเสมอครับ แต่ว่า เงินเดือนแค่ 6,000 บาท หากได้ เงินเสริมจากทางอื่นผมก็อยากได้ ซึ่งสุดท้ายสิ้นปีนั้น ผมได้รับประการชื่อให้ขึ้นไปรับเงินรางวัลตอนจัดงานปีใหม่ แต่ก็อ่ะนะ ความที่ว่า ผมทำเป็นแต่งาน ประจบใครไม่เป็น สุดท้ายก็โดนบีบให้ออกจากงาน 

           ผมจึงไปเรียนต่อจนจบระดับ ปวส. และเมื่อจบมาก็ได้งานทำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งใน กทม. เมื่อผมได้เข้ามาทำงานในบริษัทแห่งนี้(ไม่ขอเอ่ยนามนะครับ เอาเป็นว่า เป็นงานบริการและกัน) เช่นเดิมครับ เจอคนทั้ง 3 ประเภท แต่ผมก็ยังคงเป็นผมครับ คือเมื่อเข้ามาก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ไม่สนใจใคร ไม่ประจบใคร เรื่องงานหนักแค่ไหนไม่เคยถอย คิดสิ่งใหม่ ๆ เสมอ จนวันหนึ่งได้มีโอกาสแสดงศักยภาพในการทำงานออกมา เนื่องจากว่า หัวหน้าทีมจำเป็นต้องไป ปฏิบัติงานที่อื่น หัวหน้าจึงได้ฝากให้ผมดูแลงานที่เขารับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งนั้นหมายความว่า ผมต้องรับงาน แก้ปัญหาของงาน และจบงานด้วยตัวเอง พร้อมคนที่อยู่ในทีมดียวกันอีก 4 คน ซึ่งมีคนเก่าแก่อยู่ด้วย 1 คนที่เหลือเขามาทำงานพร้อมกัน ผลปรากฏว่า ผมสามารถทำงานได้อย่างเกินความคาดหมายเพราะว่า ผมนำสิ่งที่ผมคิดมาใช้ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมไม่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ผมคิด เพราะว่าต้องไปกับหัวหน้าทีมตลอด ซึ่งสิ่งที่ผมคิดมีอยู่ด้วยกัน ดังนี้
  1. รับงานจากศูนย์รับแจ้งเสีย
  2. วิเคราะห์ และ สรุป ปัญหาที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุดและเหลือน้อยที่สุด
  3. กระจายงานให้เพื่อนในทีมและแยกกันทำงานตามความยากง่าย
  4. เข้าหาลูกค้าและแก้ปัญหาให้เร็วที่สุดเท่าที่ความสามารถเรามี
  5. ออกจากพื้นที่ของลูกค้าให้เร็วที่สุด เพราว่าเราอาจจะไปขัดขวางการทำงานของลูกค้า
นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมคิด จากเดิมที่สามารถแก้เหตุเสียได้วันล่ะ 5 งาน ก็กระโดดมาเป็น 12-15 งานต่อวัน คืองานเยอะทุกวันครับ เพราะว่าระบบตอนนั้นยังไม่นิ่ง และก็มีงานติดตั้งใหม่เข้ามาด้วย (สุดท้ายเพื่อนร่วมงาน ไม่ชอบครับ เพราะว่ากลายเป็นว่า ผมไปสั่งเขาเหมือนผมเป็นหัวหน้าทีมซะเอง) ก็ผมคิดแค่ว่าจะทำอย่างไรให้เราแสดงประสิทธิภาพขององค์กรเราให้คนอื่นเขาเห็น แต่ไม่ได้คิดว่าเพื่อนร่วมงานจะรู้สึกอย่างไรที่ผมไปบอกให้เขาทำอย่างโน้นอย่างนี้


มีแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะช่วยพัฒนา องค์กร

            วันหนึ่งทางบริษัทได้ส่งผมไปอบรมในหัวข้อ " Turn Around" เมื่อกับมาผมก็คิดโครงการใหม่ขึ้นมา และนำไปเสนอผู้ใหญ่ในองค์กร แต่ไม่ได้รับการพิจารณา แต่ผ่านไปเพียงไม่ถึง 2 เดือน ผมถูกเรียกให้มาประชุม ซึ่งหัวข้อในที่ประชุม มันเป็นหัวข้อ ที่ผมนำไปเสนอแล้วไม่ได้รับการพิจารณานั่นเอง รูปแบบการทำงาน เหมือนที่ผมเสนอไปทุกกระเบียดนิ้ว " คุณพระ นี่ผมโดนขโมยไอเดียและผลงานหรือนี่ " ซึ่งแนวคิดของผมนี้ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผ่านมากกว่า 2 ปี แล้ว โดยรูปแบบเหมือนเดิมทุกอย่าง แค่เปลี่ยนชื่อโครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานของคนที่จะเอาไป โดยชื่อแรกเลยที่ผมคิด คือ "โครงการร่วมด้วยช่วยกันขาย..............."(ที่ใส่จุดเพราะไม่อยากบอกชื่อโครงการทั้งหมดเพราะผมเชื่อว่า คนที่อยู่ในองค์กรผมหากได้อ่านคงรู้ว่าที่เหลือมันคือคำว่าอ่ะไร) หลังจากนั้นก็เป็นชื่อโครงการใหม่แต่รูปแบบเดิม ชื่อ "โครงการฟ้าลั่น........" คิดว่าหลายคนคงเคยได้ยิน ที่ไปออกเป็นบู๊ทตามหมู่บ้านนั่นแหละ และก็ยังมีอีกหลายชื่อแต่ รูปแบบเดิม ๆ นั่นแหละ

        แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังไม่หยุดคิด ยังมีออกมาอีกหลายโครงการแต่ไม่ผ่านสักโครงการ สุดท้ายก็เห็นว่าโครงการต่าง ๆ ที่ผมเสนอไป คนโน้นก็เอาไปทำ คนนั้นก็เอาไปสร้าง " แต่ทุกโครงการกับไม่มีชื่อผม ไม่รู้มันเป็นชื่อคนเหล่านั้นได้ไงทั้ง ๆ ที่ ความคิดผม "


เด็กจบใหม่ไฟแรงจริงเหรอ????

        จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาข้างต้น  ผมก็ยังไม่หยุดคิด ยังคงมีแนวคิดที่จะพัฒนาศักยภาพของคนในองค์กร และแนวคิดที่จะเพิ่มความเชื่อมั่นของลูกค้าในองค์กรอีกด้วย ก็ได้แต่คิดครับ แต่ไม่เสนออะไรกับผู้ใหญ่ในองค์กรอีกเลย ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คนส่วนใหญ่เขาทำกัน ผมจึงกลายมาเป็นคนประเภทที่ 1 และเก็บประเภทที่ 3 เอาไว้ใช้เมื่อมีโอกาสได้เป็นใหญ่เป็นโต ในองค์กรนี้  ปัจจุบันองค์กร ผมได้รับเด็กจบใหม่เข้ามามากมายหลายด้าน ก็มีทั้งที่เอาความรู้ความสารถมาใช้อย่างเต็มที่ และก็มีประเภทที่ 1 เข้ามาไม่ใช่น้อย แต่สุดท้ายหากคุณไม่ยอมก้มหัวให้ใครเลย คุณก็จะเจอแต่ปัญหาเหมือนกันกับผมและอีกหลาย ๆ คนที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับความไม่ยุติธรรม ซึ่งเกิดขึ้นจาก " คนของข้า คนของเอ็ง "


บทสรุปของชีวิตการทำงาน

      หาก คุณ สามารถที่จะทำอะไรที่เป็นเจ้านายตัวคุณเองได้ อย่ารีรอ จงรีบทำซะ เพราะการที่คุณมาเป็นลูกจ้างนั้น หากเพียงเพื่อหาประสบการณ์ ก็ดีไป แต่หากเพื่อใช้เป็นอาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัว คุณก็ต้องยอมรับกับสังคมในปัจจุบันที่นับวันจะทวีความรุนแรง และความชัดเจนในการแบ่งพรรคแบ่งพวก มากขึ้นทุกวัน คนมีอำนาจ ก็หลงในอำนาจที่มี 

     สุดท้ายหากคุณมั่นใจว่าคุณเป็นคนประเภทที่ 3 เหมือนผมล่ะก็ ผมแนะนำว่า อย่างแสดงมันออกมาจนหมด หากจะเสนอข้อมูลอะไรกับใครให้ เก็บส่วนที่สำคัญที่สุดไว้ เพราะหากมีคนจะเอาความคิดคุณไปทำแล้วล่ะก็(ให้มันออกแรง หรือ ใช้รอยหยักในสมองของมันซะบ้าง) เพราะไม่งั้นวันหนึ่งคุณอาจจะ ท้อแท้และหมดแรงที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดี ๆ ให้กับสังคม หรือ องค์กรที่เขาควรได้รับความคิดที่ดีของคุณ หรือ หากคุณโชคดี มีหัวหน้างานที่พร้อมจะสนับสนุนคุณ ผมก็แนะนำว่าให้เสนอไปเลย แต่สำหรับตัวผมตอนนี้ ยังไม่เจอคนที่คู่ควรกับความคิดที่ผมมีอยู่ จึงทำให้ผมไม่อยากจะเสนออะไรไป 

ความโชคร้ายมักจะมีความโชคดีแฝงอยู่ด้วยเสมอ ผมเชื่อเช่นนั้น   !!!!!! 



เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ไม่เอาลิ้นไปเลียเพื่อแลกกับทำงานที่สบายหรือตำแหน่ง   !!!!!



วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

คนดี ไม่มีที่อยู่

          มากมายหลายชีวิต ที่ต้องดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด หลายครั้งที่บางคนก็ต้องอยู่อย่างสิ้นหวัง แต่หลายคนก็อยู่อย่างคนที่มีฝัน แล้วคนเหล่านั้น มีเหตุผลอาไรที่ให้พวกเขาต้องมีความรู้สึกหรือสภาวะที่แตกต่างกัน เรามาดูกันครับว่า คนที่อยู่อย่างมีฝันกับคนที่อยู่อย่างสิ้นหวัง เขามีอาไรที่แตกต่างกัน

คนมีฝัน
          คนที่มีฝันนั้น กลุ่มคนเหล่านี้ เขาอาจจะเกิดมาให้ครอบครัว หรือสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าคนที่สิ้นหวัง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความความวันหนึ่งคนกลุ่มนี้จะไม่สามารถ กลายเป็นคนที่สิ้นหวังได้นะครับ เพราะว่า กราฟชีวิตของทุกคนต้องมีขึ้นและลง เหมือนๆ กันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า กลุ่มคนมีฝันนั้นเขาอาจจะมีเรื่องของความมุ่งมั่นและยังมีความหวังในเรื่องต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต อาจจะไม่ต้องยกตัวอย่างใครไกลเกินไปหรอกครับ อย่างตัวผมเอง เมื่อก่อนที่เคยมีชีวิตที่ดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ผมเองก็มีฝัน และมีหวัง ว่าสักวันผมจะได้ทำงานที่ดี อยู่กับบริษัทที่ดี มีบ้านสักหลัง มีรถสักคัน เมื่อตัวผมเองมีฝัน ผมเองก็มีความมุ่งนั่นที่จะทำให้มันเกิดขึ้น สิ่งที่ผมกำลังจะพูดไม่ได้ แอบอ้าง หรืออวด อย่างใดนะครับ แต่แค่เป็นส่วนหนึ่งที่จะยกตัวอย่างให้ดูเท่านั้นเองครับ ขอดำเนินเรื่องต่อเลยแล้วกัน เมื่อผมเองนั้นมีฝัน ต่าง ๆ มากมายและได้มุ่งมั่นที่จะทำ ผมจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดสิ่งที่ผมฝันเอาไว้ จนในที่สุด เมื่อผมอายุเข้าปลายเลข 2 เกือบเลข 3 ผมก็สามารถเข้าทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่งที่ผมฝันว่าผมอยากจะทำ แต่เมื่อบเข้ามาได้ก็ได้เป็นเพียงแค่ลูกจ้างคนหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่ผมได้ก้าวเข้ามา นั่นยิ่งทำให้ผมมีฝันมากขึ้น คิดว่า สักวันผมจะได้ทำงานที่นี่โดยเป็นพนักงานประจำให้ได้ เมื่อระยะเวลาผ่านไปเกือบ 3 ปีผมก็สามารถเปลี่ยนสถานะตัวเองให้กลายเป็น พนักงานประจำได้ ผมดีใจมาก แต่ชีวิตก็ต้องเปลี่ยน เมื่อทุกอย่างที่เราฝัน กลับถูกปิดกั้นจากคนอื่น ที่ไม่ใช่ตัวเรา ทำให้ ผมจากคนมีฝัน และมีความหวัง เริ่มแปลเปลี่ยนกลายเป็นคน สิ้นหวัง และกำลังเริ่มจะหมดหวัง สาเหตุเพียงเพราะว่า "คุณไม่ใช่คนของเรา" คำนี้ เหมาะมากที่จะเอามาเปรียบเทียบกับคำว่า " ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร "


คนสิ้นหวัง
          แน่นอนครับว่า คนสิ้นหวัง ต้องมีทุกอย่างที่ตรงกันข้ามกับคนที่มีความหวังหรือมีความฝัน แต่กะนั้น คนที่สิ้นหวังก็ยังคงสามารถ กลายเป็นคนที่มีความหวังได้เช่นกัน ขออนุญาติเอาประสบการณ์ของผมเองมาเล่าแล้วกันครับ คิดว่าคงไม่ว่ากัน แต่หากท่านใดที่มีประสบการณ์แล้วอยากแชร์กันก็สามารถ คอมเม้นมาได้นะครับ เข้าเรื่องแล้วกัน ก็อย่างที่ได้ทราบมาข้างต้นนะครับว่า ผมเองเคยมีฝันแล้วก็มีความหวังอย่างมากมาย แต่ในเมื่อ ที่นี่คือเมืองไทย และคนไทยส่วนมากจะแยกทุกอย่างจาก " ใครเป็นคนของใคร " หรือภาษาบ้าน ๆ ที่เขาเรียกกันว่า "พวกประจบประแจงเลียขา" ส่วนมากมักจะได้ดี ส่วนพวกที่ "ถต."(เถนตรง หรือ ถังแตก) มักจะไม่ค่อยรุ่งสักเท่าไหร่ ยกเว้นแต่คุณอยู่ถูกที่ ถูกทาง และมีคนที่เขารู้จักคุณว่าคุณเป็นอย่างไร และเขาชอบคนแบบที่เรียกว่า " วัดความดีกันที่ผลงาน " โอ้ อ้อมมาซ่ะไกลเลย กลับมาดีกว่า อิอิ

           เมื่อคุณไม่ใช่คนของใคร ก็แน่นอนล่ะครับ คุณก็จะเริ่มลำบาก หันไปทางไหนก็มีแต่เหตุให้เกิดปัญหา สุดท้ายแน่นอนครับก็ต้องพยายามดิ้นรนเพื่อให้ผ่านจุดนั้นไปให้ได้แต่กะนั้นก็เถอะ ชีวิตคนเราไม่ได้เกิดปัญหาที่จุดใดจุดหนึ่งแล้วจะไม่มีผลกระทบกับจุดอื่น ผมเองก็เช่นกัน เมื่อการทำงานทุกอย่างไม่ได้เป็นไปอย่างที่ฝันไว้ แล้วอย่างไร ล่ะ ก็มีแค่ 2 ทาง คือ ทำใจยอมรับ หรือไม่ก็ ถอยออกมาแล้วหาทางเดินใหม่ หากเป็นคุณ จะเลือกทางไหน สำหรับผมเลือกทำใจยอมรับ แต่เมื่อเราทำใจยอมรับแล้วเราก็ต้องรู้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นบ้าง แต่เชื่อสิครับ ว่าไม่มีใครทนได้ตลอดชีวิตครับ วันหนึ่งก็ต้องถึงจุดที่หลายคนอาจเรียกว่า จุดระเบิด หรือบางคนเรียกว่า จุดสิ้นสุด เพราะว่า อย่างไรมนุษย์ทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรี ยอมได้เท่าที่จะยอมได้เท่านั้นแหละ คุณว่าจริงไหมครับ

เพราะอะไร คนดี ถึงไม่มีที่อยู่
          เพราะเมืองไทย ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร ยกเว้นแต่ คนไทยยังติดนิสัยของพวกทาส แม้จะยกเลิกมา นานแล้ว แต่ในปัจจุบันคนไทยก็ยังเป็นทาสไม่ต่างจากอดีต เพียงแต่ดูดีกว่าเท่านั้นเอง ในสมัยก่อน ใครที่เป็นทาสแล้วมีนายคอยคุ้มกะลาหัวอยู่ สังเกตุได้ครับว่า นายที่คุ้มกะลาหัวจะไม่ให้ใครมาทำร้าย ลูกน้องตัวเอง หากมีความดีความชอบที่ทาสของตัวเองเป็นผู้กระทำ ก็จะเอามาคุยเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีทาสรับใช้ที่ดี (แล้วต่างอะไรกับสมัยนี้) หากคุณทำงานดี แต่คุณไม่ใช่คนของนายคุณ คำถามคือ เขาจะพูดถึงคุณหรือไม่ แน่นอนครับ เขาไม่พูดด้วยซ้ำไปแต่หากคุณทำพลาด เขาพร้อมที่จะเหยียบคุณด้วย นี่และครับ ที่เรียกว่าระบบทาส

เก่งแต่อยู่ผิดที่
          เก่งแต่อยู่ผิดที่ คุณจะได้ใช้ความสามารถที่คุณมีหรือไม่ แน่นอนครับ อาจจะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ แต่ที่แน่ ๆ ต่อให้คุณทำงานดีเท่าไร ก็แค่เสมอตัว ไม่เข้าเนื้อก็เท่านั้นเอง แต่หากคุณได้อยู่ในจุดที่คุณสมควรจะอยู่แล้วละก้อ คุณรุ่งแน่นอน ผมเชื่ออย่างนั้น แล้วผมเองก็รอวันนั้นเหมือนกัน รอวันที่จะได้ไปอยู่ในจุดที่ผมควรจะอยู่ ไม่ใช่อยู่ในที่ปัจจุบัน ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนครับ



ทุก ๆ วันบนโลกใบนี้

        ณ. วันหนึ่งบนโลกที่กว้างใหญ่ โลกใบนี้ มีทั้งผู้ที่ได้เกิดมา และหลายคนก็ล้มตาย ทุกสิ่งแล้วล้วนมีเกิดขึ้นและดับสูญ โลกใบนี้ซึ่งมากมายไปด้วยผู้คน หลากหลายเพศวัย หลากหลายอาชีพ ในทุก ๆ วัน หลายคนต้องเผชิญกับหลายสิ่งหลายอย่าง บ้างก็ต้องเจอกับความทุกข์ บ้างก็มีความสุข หรือในบางคนก็ใช้ชีวิตให้ผ่านไปวัน ๆ

        หลายคนก็สงสัยว่าทำไม เราต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ คำตอบ บางคนอาจจะหาได้ แต่บางคนก็หาไม่เจอ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่บนโลกใบนี้ มีทั้งสุขและทุกข์ไม่ต่างจากคนอื่น หากมองย้อนไปในอดีตสมัยที่ยังเป็นเด็ก ผมเองก็ไม่ได้มีชีวิตอาไรที่แตกต่างไปจากคนอื่นที่อยู่ในวัยเดียวกัน คือทุกวัน ต้องตื่นแต่เช้า เดินไปโรงเรียน เย็นก็กลับบ้านทำการบ้าน เพื่อส่งคุณครู แต่เนื่องจากผมไม่เหมือนกับคนอื่น ที่เกิดมาบนครอครัวที่มีฐานะ

        ดังนั้นผมจึงไม่มีชีวิตที่เรียกว่า "วัยรุ่น" นั่นเป็นเพราะสภาพฐานะทางบ้าน ทำให้ผมต้องทำงานตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ ด้วยการไปอยู่อู่ซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ มีรายได้วันล่ะ 5 บาท แต่ก็เหมือนโชคเข้าข้างเพราะเมื่อผมอายุได้ 12 ขวบ ผมก็ได้รับค่าจ้างเพิ่ม เป็นวันละ 10 บาท หลายคนอาจคิดว่า 10 บาทจะเอาไปทำอาไรได้ แต่สำหรับผม มันเป็นอาไรที่ วิเศษที่สุด นั่นเป็นเพราะว่า ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเงิน เพียง 5 บาทหรือ 10 บาท มันก็ทำให้ผมได้รับรู้ว่า การที่ผมจะได้เงินมาซึ่งแต่ละบาทนั้นมันไม่ได้ง่าย เลย และที่สำคัญผมไม่จำเป็นต้อง ขอเงินจาก พ่อหรือแม่ เรียกว่า ปีกกล้าขาแข็งตั้งแต่เด็กเลยก็ว่าได้

        แต่ไม่ใช่ ปีกกล้าขาแข็งในลักษณะที่อวดดีกลับผู้ใหญ่ หรือ พ่อแม่นะครับ ซึ่งนั่นแหละครับ คือสิ่งที่ผมภาคภูมิใจมากที่สุด หลายครั้งที่ผมเอง อาจจะต้องเสียการเรียนไปบ้าง แต่สิ่งที่ผมได้มาคือประสบการณ์ในการใช้ชีวิต และผมเชื่อว่าหากวันหนึ่งผมได้เจอคนที่มีชีวิตและความเป็นอยู่คล้าย ๆ กับผม ผมมั่นใจครับว่า เขาจะเป็นคนหนึ่งที่ มีความเชื่อมั่นในตนเอง และใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้อง ไม่ยอมแพ้แม้ว่าจะสิ้นหวัง

        วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตทำให้ผมได้ก้าวมาเป็น ผู้ชายคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ แม้จะยังไม่ 100% แต่อย่างน้อยผมก็ได้ใช้ชีวิตที่ดี มีครอบครัว คือพ่อและแม่ที่ แสนดี และผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่ยังมีความทุกข์ หรือยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกท้อแท้ ขอเพียงวันนี้คุณไม่หยุดที่จะคิด ไม่หยุดที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า ผมเชื่อว่าคุณจะไม่เดินย่ำอยู่กับที่แน่นอน