วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คนทำงาน และ นักศึกษาจบใหม่กำลังหางานทำ ต้องอ่าน


                ชีวิตการทำงานบนโลกใบนี้ มีทั้งดี และไม่ดี แต่หากการทำงานที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแล้วละก็ คำที่ว่า " ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร " ยังคงใช้ได้ตั้งแต่สมัยอดีต จนแม้กระทั่งปัจจุบันนี้

นี่คือประสบการณ์การทำงานที่จะมาแชร์ หรือ มาเล่าให้ฟัง ??????? 

    คนเราเมื่อเรียนจบมาไม่ว่าจะระดับไหนก็ตามล้วนแล้วแต่ต้องการหางานทำด้วยกันทั้งนั้น( ส่วนมากนะครับ เพราะพวกบ้านรวยคงไม่มาเป็นลูกจ้าง )  แต่ใครจะรู้ว่า ชีวิตการทำงานนั้นมันไม่ได้ สวยงามอย่างที่เราหวังกันสักเท่าใหร่ หรือที่เรียกว่า " การหางานทำก็ไม่ต่างอะไรกันการมีชีวิตคู่ " เพราะว่าคนที่จบมาแล้วต้องการหางานทำ มีอยู่ด้วยกันไม่กี่ประเภท หากให้ผมแยก ตามประสบการณ์ คงแยกได้ สัก 3 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ

  1. ทำงานตามหน้าที่ ๆ ได้รับมอบหมาย(เท่านั้น)
  2. ทำงานไปวัน ๆ หลบได้ หลบ หนีได้หนี
  3. ทำงานตามหน้าที่  ๆ ได้รับมอบหมาย(แต่มีแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะช่วยพัฒนา องค์กร)
*** ประมาณนี้ที่ผมคิดว่าน่าจะครอบคลุมที่สุดแล้ว หากผู้อ่านท่านใด มีเพิ่มแนะนำได้นะครับ ***

ผมเองผู้เขียนบทความ ก็เป็นคนประเภทที่ 3 (อย่างเพิ่งเชื่อครับ มาลองดูสิ่งที่ผมกำลังจะ แชร์ให้ผู้อ่านทุกท่านก่อนดีกว่า)

       แน่นอนครับ บริษัท หรือ นายจ้าง ต่าง ๆ ล้วนแต่ต้องการ คนทำงาน ประเภทที่ 3 ด้วยกันทั้งนั้น แต่แปลกจังพอเมื่อเราเข้าไปทำงานแล้ว ทำไมเราเจอ คนทั้ง 3 ประเภท ในที่ทำงานเดียวกับเรา(ทุกที่เหมือนกันหมด ล่ะครับ) ผมเองนั้นเริ่มทำงาน ตั้งแต่ อายุ 9 ขวบ เนื่องจากพ่อแม่ยากจน ผมตอนนั้นก็ใช้ชีวิตเหมือนกับคนอื่น ๆ คือ เช้าไปเรียน แต่ตอนเย็นนี่สิครับ คนอื่นเขาทำการบ้าน ดูการ์ตูน ส่วนผมหลังเลิกเรียน ก็ต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าไปร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ ไปหาญาติเพื่อช่วยเขาทำงาน เพื่อที่จะได้เงินไปกินข้าวกลางวันที่โรงเรียน (วันละ 5 บาท) ซึ่งตอนนั้น ก๋วยเตี๋ยวที่มีแค่ เส้นกับลูกชิ้น 2 ลูก ราคาชามล่ะ 3 บาท แต่คำว่า " ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร " ผมได้มาใช้เมื่อตอนอายุประมาณ 18 ปี ตอนนั้นทำงานอยู่โรงงานแห่งหนึ่งที่ในจังหวัดบ้านเกิด คือ จังหวัดเพชรบุรี


แค่คิดทำเพื่อองค์กร กลับ ถูกมองว่าทำตัวเด่นกว่าใคร

        เมื่อตอนที่ผมทำงานอยู่โรงงานนั้น ด้วยความที่ผมเป็นคนไม่อยู่นิ่ง ชอบคิดอะไรใหม่ ๆ เสมอ บวกกับตอนที่เข้าไปทำงาน ทางโรงงานได้แจ้งให้ทราบว่า พนักงานทุกคนสามารถ เขียนใบแสดงความคิด เห็น หรือ ข้อเสนอแนะได้ไม่จำกัด โดยเงื่อนไข ให้เกี่ยวกับ การทำงาน แนวทางการแก้ปัญหา หรือ ด้านความปลอดภัย ซึ่งหาก ข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็นใดที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ จะได้ ข้อเสนอแนะละ 20 บาท หาก ข้อเสนอแนะนั้นสามารถนำมาทำให้เกิดผลได้จริง จะได้เพิ่มอีก 80 บาท (และทุกปีที่มีการจัดงานปีใหม่ ทางโรงงานจะมีการประกาศรายชื่อผู้ที่เขียนข้อเสนอแนะและได้รับการพิจารณามากที่สุดให้ขึ้นไปรับเงินรางวัล อีก 3,000 บาท) แน่นอนครับ ทุกปี จะมีเจ้าประจำขึ้นไปรับอยู่เพียงแค่คนเดียว ซึ่งเป็นผู้หญิงทำงานมานานมากและ แต่บังเอิญผมเข้าไปทำงานที่โรงงานนั้นในช่วงเดือน กันยายน ซึ่งเหลืออีกเพียง 3 เดือนก็จะสิ้นปี ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้าไปทำงาน ผมเขียน ข้อเสนอแนะทุกอาทิตย์ อย่างน้อยอาทิตย์ล่ะ 2 - 3 เรื่อง และส่วนใหญ่ก็จะได้รับเงิน 20 บาท ซะเป็นส่วนใหญ่ จนเจ้าประจำที่เขียนข้อเสนอแนะ พยายามอยากรู้ว่า คนที่พยายามตีเสมอเขานั้นเป็นใคร ซึ่งจริง ๆ แล้วผมไม่ได้คิดตีเสมอครับ แต่ว่า เงินเดือนแค่ 6,000 บาท หากได้ เงินเสริมจากทางอื่นผมก็อยากได้ ซึ่งสุดท้ายสิ้นปีนั้น ผมได้รับประการชื่อให้ขึ้นไปรับเงินรางวัลตอนจัดงานปีใหม่ แต่ก็อ่ะนะ ความที่ว่า ผมทำเป็นแต่งาน ประจบใครไม่เป็น สุดท้ายก็โดนบีบให้ออกจากงาน 

           ผมจึงไปเรียนต่อจนจบระดับ ปวส. และเมื่อจบมาก็ได้งานทำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งใน กทม. เมื่อผมได้เข้ามาทำงานในบริษัทแห่งนี้(ไม่ขอเอ่ยนามนะครับ เอาเป็นว่า เป็นงานบริการและกัน) เช่นเดิมครับ เจอคนทั้ง 3 ประเภท แต่ผมก็ยังคงเป็นผมครับ คือเมื่อเข้ามาก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ไม่สนใจใคร ไม่ประจบใคร เรื่องงานหนักแค่ไหนไม่เคยถอย คิดสิ่งใหม่ ๆ เสมอ จนวันหนึ่งได้มีโอกาสแสดงศักยภาพในการทำงานออกมา เนื่องจากว่า หัวหน้าทีมจำเป็นต้องไป ปฏิบัติงานที่อื่น หัวหน้าจึงได้ฝากให้ผมดูแลงานที่เขารับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งนั้นหมายความว่า ผมต้องรับงาน แก้ปัญหาของงาน และจบงานด้วยตัวเอง พร้อมคนที่อยู่ในทีมดียวกันอีก 4 คน ซึ่งมีคนเก่าแก่อยู่ด้วย 1 คนที่เหลือเขามาทำงานพร้อมกัน ผลปรากฏว่า ผมสามารถทำงานได้อย่างเกินความคาดหมายเพราะว่า ผมนำสิ่งที่ผมคิดมาใช้ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมไม่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ผมคิด เพราะว่าต้องไปกับหัวหน้าทีมตลอด ซึ่งสิ่งที่ผมคิดมีอยู่ด้วยกัน ดังนี้
  1. รับงานจากศูนย์รับแจ้งเสีย
  2. วิเคราะห์ และ สรุป ปัญหาที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุดและเหลือน้อยที่สุด
  3. กระจายงานให้เพื่อนในทีมและแยกกันทำงานตามความยากง่าย
  4. เข้าหาลูกค้าและแก้ปัญหาให้เร็วที่สุดเท่าที่ความสามารถเรามี
  5. ออกจากพื้นที่ของลูกค้าให้เร็วที่สุด เพราว่าเราอาจจะไปขัดขวางการทำงานของลูกค้า
นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมคิด จากเดิมที่สามารถแก้เหตุเสียได้วันล่ะ 5 งาน ก็กระโดดมาเป็น 12-15 งานต่อวัน คืองานเยอะทุกวันครับ เพราะว่าระบบตอนนั้นยังไม่นิ่ง และก็มีงานติดตั้งใหม่เข้ามาด้วย (สุดท้ายเพื่อนร่วมงาน ไม่ชอบครับ เพราะว่ากลายเป็นว่า ผมไปสั่งเขาเหมือนผมเป็นหัวหน้าทีมซะเอง) ก็ผมคิดแค่ว่าจะทำอย่างไรให้เราแสดงประสิทธิภาพขององค์กรเราให้คนอื่นเขาเห็น แต่ไม่ได้คิดว่าเพื่อนร่วมงานจะรู้สึกอย่างไรที่ผมไปบอกให้เขาทำอย่างโน้นอย่างนี้


มีแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะช่วยพัฒนา องค์กร

            วันหนึ่งทางบริษัทได้ส่งผมไปอบรมในหัวข้อ " Turn Around" เมื่อกับมาผมก็คิดโครงการใหม่ขึ้นมา และนำไปเสนอผู้ใหญ่ในองค์กร แต่ไม่ได้รับการพิจารณา แต่ผ่านไปเพียงไม่ถึง 2 เดือน ผมถูกเรียกให้มาประชุม ซึ่งหัวข้อในที่ประชุม มันเป็นหัวข้อ ที่ผมนำไปเสนอแล้วไม่ได้รับการพิจารณานั่นเอง รูปแบบการทำงาน เหมือนที่ผมเสนอไปทุกกระเบียดนิ้ว " คุณพระ นี่ผมโดนขโมยไอเดียและผลงานหรือนี่ " ซึ่งแนวคิดของผมนี้ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผ่านมากกว่า 2 ปี แล้ว โดยรูปแบบเหมือนเดิมทุกอย่าง แค่เปลี่ยนชื่อโครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานของคนที่จะเอาไป โดยชื่อแรกเลยที่ผมคิด คือ "โครงการร่วมด้วยช่วยกันขาย..............."(ที่ใส่จุดเพราะไม่อยากบอกชื่อโครงการทั้งหมดเพราะผมเชื่อว่า คนที่อยู่ในองค์กรผมหากได้อ่านคงรู้ว่าที่เหลือมันคือคำว่าอ่ะไร) หลังจากนั้นก็เป็นชื่อโครงการใหม่แต่รูปแบบเดิม ชื่อ "โครงการฟ้าลั่น........" คิดว่าหลายคนคงเคยได้ยิน ที่ไปออกเป็นบู๊ทตามหมู่บ้านนั่นแหละ และก็ยังมีอีกหลายชื่อแต่ รูปแบบเดิม ๆ นั่นแหละ

        แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังไม่หยุดคิด ยังมีออกมาอีกหลายโครงการแต่ไม่ผ่านสักโครงการ สุดท้ายก็เห็นว่าโครงการต่าง ๆ ที่ผมเสนอไป คนโน้นก็เอาไปทำ คนนั้นก็เอาไปสร้าง " แต่ทุกโครงการกับไม่มีชื่อผม ไม่รู้มันเป็นชื่อคนเหล่านั้นได้ไงทั้ง ๆ ที่ ความคิดผม "


เด็กจบใหม่ไฟแรงจริงเหรอ????

        จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาข้างต้น  ผมก็ยังไม่หยุดคิด ยังคงมีแนวคิดที่จะพัฒนาศักยภาพของคนในองค์กร และแนวคิดที่จะเพิ่มความเชื่อมั่นของลูกค้าในองค์กรอีกด้วย ก็ได้แต่คิดครับ แต่ไม่เสนออะไรกับผู้ใหญ่ในองค์กรอีกเลย ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คนส่วนใหญ่เขาทำกัน ผมจึงกลายมาเป็นคนประเภทที่ 1 และเก็บประเภทที่ 3 เอาไว้ใช้เมื่อมีโอกาสได้เป็นใหญ่เป็นโต ในองค์กรนี้  ปัจจุบันองค์กร ผมได้รับเด็กจบใหม่เข้ามามากมายหลายด้าน ก็มีทั้งที่เอาความรู้ความสารถมาใช้อย่างเต็มที่ และก็มีประเภทที่ 1 เข้ามาไม่ใช่น้อย แต่สุดท้ายหากคุณไม่ยอมก้มหัวให้ใครเลย คุณก็จะเจอแต่ปัญหาเหมือนกันกับผมและอีกหลาย ๆ คนที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับความไม่ยุติธรรม ซึ่งเกิดขึ้นจาก " คนของข้า คนของเอ็ง "


บทสรุปของชีวิตการทำงาน

      หาก คุณ สามารถที่จะทำอะไรที่เป็นเจ้านายตัวคุณเองได้ อย่ารีรอ จงรีบทำซะ เพราะการที่คุณมาเป็นลูกจ้างนั้น หากเพียงเพื่อหาประสบการณ์ ก็ดีไป แต่หากเพื่อใช้เป็นอาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัว คุณก็ต้องยอมรับกับสังคมในปัจจุบันที่นับวันจะทวีความรุนแรง และความชัดเจนในการแบ่งพรรคแบ่งพวก มากขึ้นทุกวัน คนมีอำนาจ ก็หลงในอำนาจที่มี 

     สุดท้ายหากคุณมั่นใจว่าคุณเป็นคนประเภทที่ 3 เหมือนผมล่ะก็ ผมแนะนำว่า อย่างแสดงมันออกมาจนหมด หากจะเสนอข้อมูลอะไรกับใครให้ เก็บส่วนที่สำคัญที่สุดไว้ เพราะหากมีคนจะเอาความคิดคุณไปทำแล้วล่ะก็(ให้มันออกแรง หรือ ใช้รอยหยักในสมองของมันซะบ้าง) เพราะไม่งั้นวันหนึ่งคุณอาจจะ ท้อแท้และหมดแรงที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดี ๆ ให้กับสังคม หรือ องค์กรที่เขาควรได้รับความคิดที่ดีของคุณ หรือ หากคุณโชคดี มีหัวหน้างานที่พร้อมจะสนับสนุนคุณ ผมก็แนะนำว่าให้เสนอไปเลย แต่สำหรับตัวผมตอนนี้ ยังไม่เจอคนที่คู่ควรกับความคิดที่ผมมีอยู่ จึงทำให้ผมไม่อยากจะเสนออะไรไป 

ความโชคร้ายมักจะมีความโชคดีแฝงอยู่ด้วยเสมอ ผมเชื่อเช่นนั้น   !!!!!! 



เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ไม่เอาลิ้นไปเลียเพื่อแลกกับทำงานที่สบายหรือตำแหน่ง   !!!!!



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น